ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน สามีจะให้ยาสีขาวเม็ดหนึ่งแก่ฉัน และคอยดูอย่างใกล้ชิดว่าฉันกลืนมันลงไปจริง ๆ แต่วันหนึ่งฉันแค่แกล้งทำเป็นกินยา แล้วแอบนำมันไปตรวจวิเคราะห์ที่ห้องแล็บ เมื่อฉันได้รู้ความจริง โลกทั้งใบก็เหมือนถล่มลงมาตรงหน้า… 😱
ฉันแต่งงานด้วยความรัก และมั่นใจว่าเบื้องหน้าของเราจะเป็นชีวิตที่มีความสุข สามีดูเป็นคนเอาใจใส่ สุขุม และใส่ใจฉันมากเสมอ ก่อนแต่งงานเขาไม่เคยขึ้นเสียงกับฉัน มักทำเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ให้ และพูดอยู่เสมอว่าอยากใช้ชีวิตร่วมกับฉันไปตลอดชีวิต
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่เช้าวันรุ่งขึ้นหลังแต่งงาน
เมื่อฉันตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าสามีแต่งตัวเรียบร้อยและกำลังเตรียมตัวไปทำงานแล้ว ในมือของเขามีแก้วน้ำหนึ่งแก้วกับยาเม็ดสีขาวเล็ก ๆ
— อรุณสวัสดิ์ กินนี่หน่อยนะ เขาพูดอย่างใจเย็น
— นี่คืออะไร?
— แค่ยา เธอต้องกินทุกวัน
ฉันอยากถามรายละเอียดมากกว่านี้ แต่เขาเพียงยิ้มแล้วพูดซ้ำว่า
— เชื่อฉันนะ มันสำคัญ
ฉันยักไหล่แล้วกลืนยาเข้าไป
วันรุ่งขึ้นทุกอย่างก็เกิดขึ้นเหมือนเดิม
และวันต่อมาก็เช่นกัน
ไม่นานมันก็กลายเป็นกิจวัตรประหลาดในทุก ๆ วัน ทุกเช้าสามีจะนำยาเม็ดสีขาวเม็ดใหม่มาให้ฉัน รอจนฉันกลืนมันลงไป แล้วบางครั้งยังขอให้ฉันอ้าปากด้วย
— แลบลิ้นให้ดูหน่อย
— นี่คุณจริงจังเหรอ? คุณไม่ไว้ใจฉันหรือไง?
— ฉันแค่อยากแน่ใจว่าเธอกินมันจริง ๆ
หลังจากนั้นเขาจึงค่อยออกไปทำงานอย่างสบายใจ
แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น
ทุกวันตรงเวลาบ่ายสองโมง โทรศัพท์ของฉันจะดังขึ้น
— อยู่บ้านหรือเปล่า?
— อยู่
— ไม่ได้ออกไปไหนใช่ไหม?
— ไม่ได้ออกไป
— ดี เดี๋ยวฉันก็กลับแล้ว
การสนทนาใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ก่อนที่เขาจะวางสายทันที
เรื่องนี้ดำเนินต่อไปหลายสัปดาห์
ตอนแรกฉันคิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะความหึงหวง จากนั้นฉันก็คิดว่าสามีอาจเป็นคนที่ชอบควบคุมทุกอย่างมากเกินไป บางครั้งฉันยังรู้สึกด้วยซ้ำว่าเขากลัวจะเสียฉันไป
แต่ยิ่งเวลาผ่านไป พฤติกรรมของเขาก็ยิ่งทำให้ฉันหวาดกลัว
ทำไมเขาถึงไม่เคยอธิบายเลยว่ายาพวกนี้คืออะไร? ทำไมเขาถึงเป็นกังวลมากหากฉันกลับช้ากว่าเวลาปกติเพียงไม่กี่นาที?
ทำไมเขาถึงโทรหาฉันทุกวันตรงเวลาเดิมเป๊ะ?
วันหนึ่งฉันตัดสินใจว่าจะต้องรู้ความจริงให้ได้
เช้าวันนั้นทุกอย่างเป็นเหมือนเดิม
สามียื่นยาเม็ดหนึ่งมาให้ฉัน
— กินสิ
ฉันแกล้งทำเป็นกลืนยา ดื่มน้ำตาม แล้วอ้าปากให้เขาดู
เขามองอย่างละเอียด พยักหน้าอย่างพอใจ แล้วออกไปทำงาน
ทันทีที่ประตูปิดลง ฉันก็นำยาเม็ดที่แอบซ่อนไว้หลังแก้มออกมา ห่อมันด้วยกระดาษทิชชู แล้วใส่ไว้ในกระเป๋า
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันก็ไปถึงห้องแล็บเอกชนแห่งหนึ่ง
— ฉันต้องการตรวจส่วนประกอบของยานี้ค่ะ ฉันพูดกับเจ้าหน้าที่เบา ๆ
— ได้ค่ะ ผลตรวจจะพร้อมภายในไม่กี่วัน
หลายวันนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ฉันพยายามทำตัวตามปกติ ยังคงแกล้งทำเป็นกินยา แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในหัวของฉันมีแต่ความคิดที่น่ากลัวที่สุด
บางทีสามีอาจกำลังวางยาฉันอย่างช้า ๆ
บางทีเขาอาจตั้งใจทำให้ฉันอ่อนแอ
หรือบางทีเขาต้องการให้ฉันสูญเสียความทรงจำ หรือกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาเขาอย่างสมบูรณ์
แต่สิ่งที่ผลตรวจเปิดเผยออกมาหลังจากนั้นกลับน่ากลัวยิ่งกว่าที่ฉันคิดไว้มาก 😳😲
เรื่องราวต่อสามารถอ่านได้ในความคิดเห็นแรก 👇
ในที่สุด ห้องแล็บก็โทรมาหาฉัน
ฉันเดินทางไปรับผลตรวจด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
แพทย์มองเอกสารอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองฉัน
— คุณกินยานี้มานานแค่ไหนแล้ว?
— เกือบทุกวันตั้งแต่แต่งงานค่ะ
— ใครเป็นคนสั่งยาให้คุณ?
— สามีค่ะ
แพทย์เงียบไปครู่หนึ่ง
— นี่เป็นยาที่ออกฤทธิ์แรง ซึ่งใช้รักษาผู้ที่มีอาการป่วยทางจิตเวชรุนแรง ยาประเภทนี้ไม่ควรหยุดกะทันหันโดยไม่มีการดูแลจากแพทย์
ฉันรู้สึกเหมือนทุกอย่างภายในตัวเย็นวาบ
— แต่… ฉันไม่เคยป่วยเป็นอะไรแบบนั้นเลยนะคะ
แพทย์มองฉันอย่างตั้งใจ
— คุณแน่ใจหรือ?
ฉันพยักหน้าเงียบ ๆ
เขาถอนหายใจอย่างหนัก
— ถ้าอย่างนั้น คุณควรไปพูดคุยกับจิตแพทย์เจ้าของไข้ของคุณ จากเอกสารที่มี การรักษาของคุณดำเนินมานานพอสมควรแล้ว
ฉันไม่เข้าใจอะไรเลย
จิตแพทย์คนไหน?
เอกสารอะไร?
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?
ตามที่อยู่ที่ทางคลินิกให้มา ฉันเดินทางไปถึงที่นั่นในช่วงเย็น
แพทย์สูงวัยคนหนึ่งตรวจดูประวัติการรักษาของฉันอยู่นาน ก่อนจะพูดอย่างใจเย็นว่า
— ผมรอว่าสักวันหนึ่งคุณจะมาหาผมด้วยตัวเอง
— ช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาเปิดแฟ้มเอกสารหนา ๆ ออกมา
— เมื่อหลายปีก่อน คุณเคยมีอาการผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรงหลังจากผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างหนัก ในช่วงที่อาการกำเริบ คุณจะสูญเสียการควบคุมตัวเองอย่างสิ้นเชิง และหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คุณคิดว่าตัวเองไม่เคยป่วย
ฉันนั่งนิ่งไม่พูดอะไร
— เป็นไปไม่ได้…
— น่าเสียดายที่มันเป็นไปได้ การรักษาเป็นเวลาหลายเดือนให้ผลที่ดีมาก แต่การหยุดยาเป็นสิ่งที่อันตราย สามีของคุณจึงอาสารับผิดชอบดูแลให้คุณกินยาตรงเวลา
ฉันแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
— แล้วเรื่องที่โทรหาฉันทุกวันล่ะคะ?
— นั่นก็เป็นคำแนะนำจากแพทย์เช่นกัน ในช่วงที่อาการกำเริบ คุณไม่ควรถูกปล่อยให้อยู่โดยไม่มีคนดูแลเป็นเวลานาน เขาโทรมาไม่ใช่เพราะหึงหวงคุณ เขาเพียงต้องการแน่ใจว่าคุณปลอดภัยและทุกอย่างเรียบร้อยดี
ฉันกลับบ้านพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอ
ตลอดเดือนที่ผ่านมา ฉันคิดว่าสามีเป็นคนเผด็จการที่กำลังพรากอิสรภาพของฉันไป
แต่แท้จริงแล้ว เขากำลังทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับแพทย์อย่างเงียบ ๆ ในทุกวัน
ตอนเย็น สามีเดินเข้ามาในอพาร์ตเมนต์ และทันทีที่เห็นใบหน้าของฉัน เขาก็รู้ว่าฉันรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
เขาค่อย ๆ นั่งลงข้าง ๆ ฉัน
— เธอไปที่คลินิกมาใช่ไหม?
ฉันพยักหน้า
— แล้วทำไมคุณไม่บอกความจริงกับฉันตั้งแต่แรก?
เขาก้มหน้าลง
— เพราะหมอเตือนว่ามันอาจเป็นเรื่องที่หนักเกินไปสำหรับเธอ พวกเขาหวังว่าสักวันความทรงจำของเธอจะค่อย ๆ กลับคืนมาเอง ฉันไม่อยากหลอกเธอ แต่ฉันยิ่งไม่อยากเสียเธอไป
ฉันเงียบอยู่นาน ก่อนจะหยิบยาเม็ดหนึ่งจากบนโต๊ะขึ้นมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์
— ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณถึงทำทุกอย่างแบบนี้
เขากอดฉันไว้แน่น








